ตัวชี้วัดว่าคุณเหมาะกับพื้นที่สำนักงานประเภทใด ซึ่งเราสามารถจัดเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภทดังนี้ เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวจนเกินไป จึงจะขอพูดถึงเพียง คำจำกัดความของสำนักงานแต่ละประเภท
Home Office หรือสิ่งปลูกสร้างสำหรับใช้เป็นที่อยู่อาศัย และเป็นออฟฟิศด้วยในอาคารเดียวกัน โดยปกติมักอยู่ในรูปของ อาคาร Stand-Alone , อาคารพาณิชย์, ทาวเฮ้าส์
Office Building อาคารสำนักงานที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับใช้เป็นสำนักงานโดยเฉพาะ แบ่งเช่าให้กับผู้เช่าหลายรายซึ่งปกติผู้เช่าสามารถ เลือกออฟฟิศให้เช่าขนาดที่ตนต้องการได้ ภายในอาคารจะมีการตกแต่งเพื่อให้ดูเป็นทางการเป็นธุรกิจ และมีการจัดเตรียมพื้นที่และสาธารณูปโภคส่วนกลางไว้ให้ เช่นที่จอดรถ, ห้องน้ำส่วนกลาง , ลิฟท์ , ศูนย์อาหาร , พื้นที่สำหรับร้านค้าปลีกประเภทต่างๆ , ห้องประชุม , ศูนย์ออกกำลังกาย, ฯลฯ ทั้งนี้สาธารณูปโภคต่างๆจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละอาคาร
Office building ที่เราจะพูดถึงในที่นี้คือการเช่าพื้นที่ว่าง (conventional space) จากอาคารสำนักงาน ซึ่งลักษณะพื้นที่ที่ได้นั้นปกติจะ เป็นพื้นที่ว่าง พื้นเป็นคอนกรีต มีฝ้าเพดานแบบ T-Bar ให้ และผู้เช่าต้องทำการตกแต่งพื้นที่ ปูพื้น จัดหาเฟอร์นิเจอร์และ เครื่องใช้สำนักงานเอง
Serviced Office ออฟฟิศสำเร็จรูป โดยปกติแล้วจะเป็นการแบ่งเช่าช่วงพื้นที่ในอาคารสำนักงานเกรด A หรือ B+ ที่อยู่ในทำเลดี ใกล้สถานีรถไฟฟ้า หรือรถไฟใต้ดิน มีสาธารณูปโภคส่วนกลางเพรียบพร้อม โดยออฟฟิศสำเร็จรูปนี้จะมีการตกแต่งพื้นที่อย่างสมบูรณ์ แบ่งกั้นเป็นห้องขนาดต่างๆกัน โดยปกติ ขนาด 2 – 8 ที่นั่ง โดยผู้เช่าสามารถหิ้วกระเป๋าเอกสารและคอมพิวเตอร์แลปทอปเข้าไปนั่งทำงานได้ทันที โดยออฟฟิศสำเร็จรูปนี้จะเตรียมระบบอินเตอร์เน็ต สายโทรศัพท์ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องโทรสาร เครื่องชงกาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆในห้องจัดเตรียมอาหาร ห้องประชุม และพนักงานต้อนรับเอาไว้พร้อม สำหรับผู้เช่าทุกคนสามารถใช้ได้
วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559
ตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน
เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน นั้น ก็คือ เฟอร์นิเจอร์ ที่มีการออกแบบให้มีขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ และมีรูปแบบหรือสไตล์ที่ถูกใจต่อเจ้าของบ้านค่ะ เราสามารถเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินได้เกือบทุกห้องหรือเกือบทุกพื้นที่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องครัว หรือแม้แต่ห้องน้ำ อาทิเช่น ออกแบบส่วนที่เป็นตู้โชว์,ตู้เสื้อผ้า,โต๊ะเครื่องแป้ง,ชั้นวางทีวี,ชุดครัว ซึ่งข้อดีของการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินก็คือ นอกจากจะได้ใช้งานเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างตรงตามใจต้องการแล้ว เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินยังสามารถที่จะแก้ไขและปกปิดความไม่เรียบร้อยของเสา,แนวผนังที่มีจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ได้อีกด้วย
ดังนั้นเมื่อตัดสินใจจะเลือกใช้งาน เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน อันดับแรกๆ ที่เจ้าของบ้านจะต้องคำนึงถึง ก็คือ การเลือกแบบหรือดีไซด์ของเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งบ้านที่ตัวเองชื่นชอบให้ลงตัวเสียก่อน โดยสามารถเข้าไปดูตัวอย่างของการตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ได้จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือการตกแต่งบ้าน หรือจากสื่ออินเตอร์เน็ต ที่มีรูปแบบอันหลากหลายให้เลือก จากนั้นจึงรวบรวม แบบตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินไว้เป็นหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็น แบบห้องนอน,ห้องนั่งเล่น,ห้องแต่งตัว,ห้องน้ำ เป็นต้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินสำหรับบ้านของเราต่อไป
เมื่อรวบรวมไอเดียและรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน รวมถึง รูปแบบของเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งบ้านที่ชื่นชอบได้แล้ว จากนั้นจึงจะเริ่มมองหา "ผู้รับจ้างออกแบบ" และ "ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน" กันต่อไปค่ะ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีผู้รับเหมาทำงานเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินให้เลือกใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบของบริษัทที่รับจ้างออกแบบตกแต่งภายใน และในรูปแบบของโรงงานหรือผู้ที่รับจ้างผลิตเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินตามสั่งเอง
ดังนั้นเมื่อตัดสินใจจะเลือกใช้งาน เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน อันดับแรกๆ ที่เจ้าของบ้านจะต้องคำนึงถึง ก็คือ การเลือกแบบหรือดีไซด์ของเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งบ้านที่ตัวเองชื่นชอบให้ลงตัวเสียก่อน โดยสามารถเข้าไปดูตัวอย่างของการตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ได้จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากหนังสือการตกแต่งบ้าน หรือจากสื่ออินเตอร์เน็ต ที่มีรูปแบบอันหลากหลายให้เลือก จากนั้นจึงรวบรวม แบบตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินไว้เป็นหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็น แบบห้องนอน,ห้องนั่งเล่น,ห้องแต่งตัว,ห้องน้ำ เป็นต้น เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินสำหรับบ้านของเราต่อไป
เมื่อรวบรวมไอเดียและรูปแบบของเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน รวมถึง รูปแบบของเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งบ้านที่ชื่นชอบได้แล้ว จากนั้นจึงจะเริ่มมองหา "ผู้รับจ้างออกแบบ" และ "ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน" กันต่อไปค่ะ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีผู้รับเหมาทำงานเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินให้เลือกใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบของบริษัทที่รับจ้างออกแบบตกแต่งภายใน และในรูปแบบของโรงงานหรือผู้ที่รับจ้างผลิตเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินตามสั่งเอง
วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
สอน excel รู้จักการใช้งาน excel ด้านธุรกิจ
Microsoft Excel เป็นโปรแกรมทางด้านตารางคำนวณ หรือที่เรียกว่า เสปรตชีต (Spreadsheet) เป็นโปรแกรมในชุด Microsoft Office มีความสามารถในด้านการสร้างตาราง การคำนวณ การวิเคราะห์ การออกรายงานในรูปแบบตารางและกราฟ เรามารู้จักการสอน excel ให้มากขึ้นกันในบทความนี้
ประโยชน์ของ Microsoft Excel
สร้างตารางทำงาน จัดตารางสวยงาม ในรูปแบบต่างๆ
สร้างเอกสารที่ต้องมีการคำนวณ เชื่อมโยงสูตร (สามารถเชื่อมโยงในไฟล์เดียวกัน ข้ามไฟล์ หรือ ข้ามเครื่องก็ได้)
งานจัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นที่จำนวนข้อมูลไม่เกิน 1 ล้านแถว (ในทางปฏิบัติ แนะนำว่าไม่เกิน หลักแสน จะทำงานได้คล่องตัว)
สร้างรายงานสรุปผลในมุมมองต่างๆ เช่น ตารางสรุปยอดขาย ตารางสรุปข้อมูลสินค้า สรุปงบดุล สรุปแผนการผลิต สรุปข้อมูล ขาดลามาสาย ของพนักงาน เป็นต้น
สร้างกราฟ นำเสนอข้อมูล ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกราฟแท่ง กราฟเส้น วงกลม จุด ทั้ง 2 มิติ และ 3 มิติ มีรูปแบบต่างๆ มากมาย
ลักษณะงานเหมาะกับ Excel
งานด้านบัญชี (Accounting)
งานด้านการเงิน (Financial)
งานด้านการวางแผน (Planning)
งานด้านงบประมาณ (Budgeting)
งานด้านสถิติ (Statistic)
งานด้านวิศวกรรมศาตร์ (Engineering)
ข้อจำกัดของ Excel (.xlsx)
1,048,576 rows by 16,384 columns
จำนวน Sheets ใน Workbook = ไม่จำกัด
รายการที่จะอยู่ใน Dropdown = 10,000
ฟังก์ชั่น ซ้อนกันได้ = 64 ชั้น
ตัวแปรสูงสุดในฟังก์ชั่น = 255 ตัวแปร
จำนวนคนที่เปิดพร้อมกัน = 256 คน
จำนวนขั้นของการ Undo = 100 ขั้น
จำนวน คอลัมน์ ใน Pivot = 16,384
จำนวน แถว ใน Pivot = 1,048,576
เครื่องมือในใช้งานขั้นสูง
Pivot Table และ Pivot Chart เป็นเครื่องมือใช้ในการสรุปผลข้อมูลในรูปแบบตาราง และ กราฟ สามารถจัดกลุ่มข้อมูล สรุปผลได้ในมุมมองที่ต้องการ
PowerBI ได้แก่ PowerPivot, PowerVIew, Power Query, Power Map เป็นเครื่องมือขั้นสูงเพื่อใช้ประมวลผลในงาน Business Intelligence (BI) เพื่อนำเสนอในมุมมองที่เราต้องการได้ และปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ ของ Excel ในการทำงานกับข้อมูลลงไป
ประโยชน์ของ Microsoft Excel
สร้างตารางทำงาน จัดตารางสวยงาม ในรูปแบบต่างๆ
สร้างเอกสารที่ต้องมีการคำนวณ เชื่อมโยงสูตร (สามารถเชื่อมโยงในไฟล์เดียวกัน ข้ามไฟล์ หรือ ข้ามเครื่องก็ได้)
งานจัดเก็บข้อมูลเบื้องต้นที่จำนวนข้อมูลไม่เกิน 1 ล้านแถว (ในทางปฏิบัติ แนะนำว่าไม่เกิน หลักแสน จะทำงานได้คล่องตัว)
สร้างรายงานสรุปผลในมุมมองต่างๆ เช่น ตารางสรุปยอดขาย ตารางสรุปข้อมูลสินค้า สรุปงบดุล สรุปแผนการผลิต สรุปข้อมูล ขาดลามาสาย ของพนักงาน เป็นต้น
สร้างกราฟ นำเสนอข้อมูล ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกราฟแท่ง กราฟเส้น วงกลม จุด ทั้ง 2 มิติ และ 3 มิติ มีรูปแบบต่างๆ มากมาย
ลักษณะงานเหมาะกับ Excel
งานด้านบัญชี (Accounting)
งานด้านการเงิน (Financial)
งานด้านการวางแผน (Planning)
งานด้านงบประมาณ (Budgeting)
งานด้านสถิติ (Statistic)
งานด้านวิศวกรรมศาตร์ (Engineering)
ข้อจำกัดของ Excel (.xlsx)
1,048,576 rows by 16,384 columns
จำนวน Sheets ใน Workbook = ไม่จำกัด
รายการที่จะอยู่ใน Dropdown = 10,000
ฟังก์ชั่น ซ้อนกันได้ = 64 ชั้น
ตัวแปรสูงสุดในฟังก์ชั่น = 255 ตัวแปร
จำนวนคนที่เปิดพร้อมกัน = 256 คน
จำนวนขั้นของการ Undo = 100 ขั้น
จำนวน คอลัมน์ ใน Pivot = 16,384
จำนวน แถว ใน Pivot = 1,048,576
เครื่องมือในใช้งานขั้นสูง
Pivot Table และ Pivot Chart เป็นเครื่องมือใช้ในการสรุปผลข้อมูลในรูปแบบตาราง และ กราฟ สามารถจัดกลุ่มข้อมูล สรุปผลได้ในมุมมองที่ต้องการ
PowerBI ได้แก่ PowerPivot, PowerVIew, Power Query, Power Map เป็นเครื่องมือขั้นสูงเพื่อใช้ประมวลผลในงาน Business Intelligence (BI) เพื่อนำเสนอในมุมมองที่เราต้องการได้ และปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ ของ Excel ในการทำงานกับข้อมูลลงไป
วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559
เทคนิคการเลือกซื้อเสื้อยืด
บางคนซื้อเสื้อยืดตามเทรนด์ก็จริง แต่จะซื้อไปเก็บไว้ ประมาณว่าเห็นเสื้อยืดสวยๆไมได้ จะต้องซื้อไปเก็บไว้ก่อน จะใส่เมื่อไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าถ้าไม่ซื้อเก็บไว้ อาจจะเสียใจ ซึ่งอันนั้นก็เกินไป เพราะการเลือกซื้อเสื้อยืด จะต้องเลือกแบบที่มีเนื้อผ้าทนทาน และเลือกให้เหมาะกับโอกาสที่จะใส่ เพราะแม้จะเลือกแบบที่สวยๆ แต่ไม่ได้ใส่ ซึ่งหากเลือกเสื้อยืดที่มีเนื้อผ้าไม่ดี และเก็บดูแลรักษาไม่ดี อาจจะทำให้เสื้อยืดที่ซื้อไปนั้น เสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งาน ด้ายหลุด หรือเสื้อเป็นรู ที่มีให้เห็นอยู่ทั่วๆ ไป ซึ่งเมื่อซื้อมาแล้วก็ใช้ให้คุ้ม ใช้ให้เหมาะสมกับงานที่จะไป แม้จะใส่เป็นชุดลำลองหรืออยู่บ้าน ก็เลือกให้แมชต์ให้เข้าชุดด้วย
เลือกใส่เสื้อยืดตามเทรนด์แฟชั่น
แม้กระแสแฟชั่นที่เป็นเทรนด์ฮิตกำลังมาแรงก็ตาม หากแต่คุณก็ต้องดูบุคลิกของตัวเองว่าเหมาะกับสไตล์หรือการดีไซน์ของเสื้อยืดที่จะซื้อมากแค่ไหน รวมถึงการเลือกเสื้อยืดให้เหมาะกับการออกงานด้วย และที่สำคัญจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยให้มากที่สุด โดยดูว่าคุณจะซื้อเสื้อยืดสำหรับสวมใส่ในโอกาสใดได้บ้าง มีความจำเป็นในการซื้อแค่ไหน แต่ทุกครั้งก่อนซื้อ จะต้องดูด้วยว่า บุคลิกของคุณเป็นเช่นไร เงียบขรึม ร่าเริง จะได้เลือกเสื้อยืดให้เหมาะกับตัวเองและตามเทรนด์แฟชั่นได้ด้วย
เลือกเสื้อยืดให้เหมาะกับการใช้งาน
แม้จะมีแฟชั่นเสื้อยืดเป็นเทรน์ฮิตออกมาเป็นกระแส หากเลือกเสื้อยืดที่ไม่แมชต์หรือไม่เหมาะสมกับตัวเอง อาจทำให้เป็นการทำร้ายตัวเองทางอ้อม ซึ่งหากเป็นเสื้อยืดที่ใส่อยู่บ้าน สาวร่างเล็กไม่ควรใส่เสื้อยืดที่ตัวใหญ่เกินไป เพราะจะทำให้ดูตัวเตี้ยลง ส่วนคนอ้วนอาจเลือกเสื้อยืดที่มีสีเข้มเพื่ออำพรางหุ่นให้ดูเพรียว การเลือกเสื้อยืดควรจะนึกถึงความเหมาะสมและความสะดวกในการสวมใส่ สำหรับงานกลางคืน อาจจะใส่เสื้อยืดไว้ข้างใน แล้วสวมสูททับก็จะทำให้ดูเก๋ไก๋ได้ไม่เบา และหากจะต้องมีกิจกรรมใดๆ ที่มีการเคลื่อนไหว อาจเลือกเสื้อยืดแบบที่ดูดีและไม่ฟิตหรือใส่แล้วอึดอัดจนเกินไป แม้เลือกซื้อเสื้อยืดราคาแพงเพียงใดก็อาจจะทำให้คุณดูแย่ เพราะหากเลือกไม่เหมาะกับบุคลิก หรือสไตล์ของตัวเอง อาจจะทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจไปเลยก็ได้
เลือกใส่เสื้อยืดตามเทรนด์แฟชั่น
แม้กระแสแฟชั่นที่เป็นเทรนด์ฮิตกำลังมาแรงก็ตาม หากแต่คุณก็ต้องดูบุคลิกของตัวเองว่าเหมาะกับสไตล์หรือการดีไซน์ของเสื้อยืดที่จะซื้อมากแค่ไหน รวมถึงการเลือกเสื้อยืดให้เหมาะกับการออกงานด้วย และที่สำคัญจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยให้มากที่สุด โดยดูว่าคุณจะซื้อเสื้อยืดสำหรับสวมใส่ในโอกาสใดได้บ้าง มีความจำเป็นในการซื้อแค่ไหน แต่ทุกครั้งก่อนซื้อ จะต้องดูด้วยว่า บุคลิกของคุณเป็นเช่นไร เงียบขรึม ร่าเริง จะได้เลือกเสื้อยืดให้เหมาะกับตัวเองและตามเทรนด์แฟชั่นได้ด้วย
เลือกเสื้อยืดให้เหมาะกับการใช้งาน
แม้จะมีแฟชั่นเสื้อยืดเป็นเทรน์ฮิตออกมาเป็นกระแส หากเลือกเสื้อยืดที่ไม่แมชต์หรือไม่เหมาะสมกับตัวเอง อาจทำให้เป็นการทำร้ายตัวเองทางอ้อม ซึ่งหากเป็นเสื้อยืดที่ใส่อยู่บ้าน สาวร่างเล็กไม่ควรใส่เสื้อยืดที่ตัวใหญ่เกินไป เพราะจะทำให้ดูตัวเตี้ยลง ส่วนคนอ้วนอาจเลือกเสื้อยืดที่มีสีเข้มเพื่ออำพรางหุ่นให้ดูเพรียว การเลือกเสื้อยืดควรจะนึกถึงความเหมาะสมและความสะดวกในการสวมใส่ สำหรับงานกลางคืน อาจจะใส่เสื้อยืดไว้ข้างใน แล้วสวมสูททับก็จะทำให้ดูเก๋ไก๋ได้ไม่เบา และหากจะต้องมีกิจกรรมใดๆ ที่มีการเคลื่อนไหว อาจเลือกเสื้อยืดแบบที่ดูดีและไม่ฟิตหรือใส่แล้วอึดอัดจนเกินไป แม้เลือกซื้อเสื้อยืดราคาแพงเพียงใดก็อาจจะทำให้คุณดูแย่ เพราะหากเลือกไม่เหมาะกับบุคลิก หรือสไตล์ของตัวเอง อาจจะทำให้คุณสูญเสียความมั่นใจไปเลยก็ได้
วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559
ชนิดของดัมเบล
ดัมเบลล์มี 3 แบบนะคะคือแบบเหล็กหล่อ แบบคานที่สามารถเปลี่ยนแผ่นน้ำหนักได้ กับแบบที่ปรับปุ่มเลือกน้ำหนักได้ตามต้องการ ความแตกต่างของดัมเบลล์ทั้งสามแบบนี้ คือ
1 ดัมเบลล์แบบเหล็กหล่อ (fixed weight dumbbells)
จะมีราคาถูกกว่าและสามารถหยิบใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการ แต่ข้อเสียก็มีนะคะ เพราะหากคุณมีดัมเบลล์หลายคู่ตามระดับน้ำหนักที่คุณใช้ฝึกก็จะใช้พื้นที่จัดเก็บมากตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เริ่มต้นแล้วการใช้ดัมเบลล์แบบเหล็กหล่อนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว หากคุณเกิดพบว่าการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งนี้ไม่ใช่แนวของคุณ คุณก็อาจล้มเลิกไปได้โดยไม่เกิดอาการเสียดายสตางค์ที่เสียไปมากนัก
2 ดัมเบลล์แบบคาน (adjustable dumbbells)
ราคาจะสูงกว่าแบบแรกขึ้นมากเลยทีเดียว แต่จะเหมาะกับผู้ที่ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งเป็นประจำซึ่งต้องใช้น้ำหนักหลากหลายในการฝึก ซึ่งดัมเบลล์แบบคานนี้ก็แยกย่อยไปอีกสองแบบ คือ แบบคานเกลียวกับแบบปรับระดับน้ำหนักได้ แนะนำให้เลือกแบบคานเกลียวที่ให้ความปลอดภัยสูงจะดีกว่า ถึงจะเสียเวลาในการเปลี่ยนไปบ้างแต่ก็เพิ่มความมั่นใจในความปลอดภัยของตัวคุณเองได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
3 ดัมเบลล์แบบปรับน้ำหนัก (selectorized dumbbells)
เป็นอีกทางเลือกที่มีให้เลือกใช้ หากต้องการความสะดวกและรวดเร็ว แต่ควรเลือกแบบที่มีความปลอดภัยสูงเพื่อป้องกันแผ่นน้ำหนักหล่นใส่ตัว ซึ่งถึงแม้ดัมเบลล์แบบหลังจะสะดวกเพียงใด แต่ราคาของมันก็สูงตามไปด้วยเช่นกันค่ะ
1 ดัมเบลล์แบบเหล็กหล่อ (fixed weight dumbbells)
จะมีราคาถูกกว่าและสามารถหยิบใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการ แต่ข้อเสียก็มีนะคะ เพราะหากคุณมีดัมเบลล์หลายคู่ตามระดับน้ำหนักที่คุณใช้ฝึกก็จะใช้พื้นที่จัดเก็บมากตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เริ่มต้นแล้วการใช้ดัมเบลล์แบบเหล็กหล่อนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว หากคุณเกิดพบว่าการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งนี้ไม่ใช่แนวของคุณ คุณก็อาจล้มเลิกไปได้โดยไม่เกิดอาการเสียดายสตางค์ที่เสียไปมากนัก
2 ดัมเบลล์แบบคาน (adjustable dumbbells)
ราคาจะสูงกว่าแบบแรกขึ้นมากเลยทีเดียว แต่จะเหมาะกับผู้ที่ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งเป็นประจำซึ่งต้องใช้น้ำหนักหลากหลายในการฝึก ซึ่งดัมเบลล์แบบคานนี้ก็แยกย่อยไปอีกสองแบบ คือ แบบคานเกลียวกับแบบปรับระดับน้ำหนักได้ แนะนำให้เลือกแบบคานเกลียวที่ให้ความปลอดภัยสูงจะดีกว่า ถึงจะเสียเวลาในการเปลี่ยนไปบ้างแต่ก็เพิ่มความมั่นใจในความปลอดภัยของตัวคุณเองได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน
3 ดัมเบลล์แบบปรับน้ำหนัก (selectorized dumbbells)
เป็นอีกทางเลือกที่มีให้เลือกใช้ หากต้องการความสะดวกและรวดเร็ว แต่ควรเลือกแบบที่มีความปลอดภัยสูงเพื่อป้องกันแผ่นน้ำหนักหล่นใส่ตัว ซึ่งถึงแม้ดัมเบลล์แบบหลังจะสะดวกเพียงใด แต่ราคาของมันก็สูงตามไปด้วยเช่นกันค่ะ
วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
การสร้าง email marketing ที่จะทำให้ผู้บริโภคนั้นเปิดอีเมล์
email marketing นั้นเป็นสิ่งที่นักการตลาดในประเทศไทยหลาย ๆ คน คิดว่าเป็นการทำการตลาดที่ไม่ได้ผล หรือใช้ไม่ได้ดี นอกจากนี้บรรดา Agency ที่ปรึกษาในเรื่องนี้นั้นก็ต่างไม่ให้ความสำคัญในการทำ email marketing หรือบางทีก็ทำ e-mail marketing แบบขอไปทีไม่ได้จริงจังกับการใช้งาน จนสุดท้ายมันเลยใช้งานไม่ได้จริง ๆ
ก่อนอื่นเลยในต่างประเทศนั้นกระบวนการใช้ email marketing ในต่างประเทศนั้นเป็นที่นิยมมาก และมีการศึกษาอย่างมากว่า e-mail marketing แบบไหนที่คนรับนั้นจะเปิดหรือเกิดการกดมาต่อ ทั้งนี้ในขั้นแรกของการทำ e-mail marketing คือการต้องรู้ว่าทำไมกลุ่มเป้าหมายที่ส่ง e-mail ไปนั้นจะเปิด e-mail ที่ส่งไปจาก e-mail ที่เข้ามาในกล่องข้อความทั้งหมด
จากการศึกษาของต่างประเทศเองนั้น e-mail ส่วนใหญ่ถูกส่งไปนั้นจะไม่ถูกเปิดออก มีอัตราการเปิดจากการส่งประมาณ 10-13% แต่บางแคมเปญที่ส่ง e-mail ออกไปนั้นกลับมีอัตราการเปิดที่สูงมากเรียกได้ว่า 25% ขึ้นที่ถูกเปิดขึ้น ซึ่งทีมที่ค้นคว้าเรื่องนี้ได้ค้นพบว่าส่วนสำคัญที่ทำให้ e-mail เหล่านี้เปิดหรือไม่ถูกเปิดนั้นคือ “หัวข้อ e-mail” ซึ่งในต่างประเทศเองนั้นเคยมีงานวิจัยในอดีตว่าหัวข้ออีเมล์ที่ส่งไปควรมีความยาวอยู่ระหว่าง 40-62 ตัวอักษร แต่จากการศึกษาครั้งล่าสุดนี้พบว่าความยาวที่เหมาะสมนั้นสั้นลงไปกว่านั้นอีก อยู่ที่ 1-15 ตัวอักษรเท่านั้น และปรากฏว่ายิ่งยาว ยิ่งได้รับการเปิดน้อยลงมากขึ้น
สิ่งต่อมาคือการทำหัวข้อนั้นให้เปิดมากขึ้นคือการสร้างหัวข้อที่ไม่ดูทางการมากเกินไป จากการศึกษาของทีมเดียวกันพบว่าการใช้ภาษาอย่างไม่เป็นทางการในหัวข้ออีเมล์นั้นมีอัตราการเปิดเพิ่มขึ้นกว่า 27% จากปกติแค่ 15% นั้นเป็นเพราะการที่ใช้ภาษาที่ดูเหมือนเพื่อนส่งถึงเพื่อน และดูจะไม่ใช่ลักษณะเหมือนการเข้ามาขายของหรือเข้ามานำเสนออะไรบางอย่าง แต่เหมือนเพื่อนส่งข้อความมาคุยกับเพื่อน ทำให้เกิดความไว้ใจในการเปิดอีเมล์นั้นมากกว่าปกติ ทั้งนี้การเลือกใช้คำนั้นเลยกลายเป็นความสำคัญที่จะสร้างอีเมล์นั้นให้เกิดเปิดมากขึ้นไปอีกนอกจากหัวข้อที่ต้องมีความสั้นอย่างมากแล้ว
นอกจากนี้จำนวนการส่งนั้นก็ยังมีผลต่อจำนวนการเปิดด้วย ผู้ทำ e-mail marketing ชอบจะทำการส่ง e-mail นั้นในปริมาณที่มาก ๆ เพื่อประหยัดเวลาและคิดว่าสะดวกที่สุดในการส่ง แต่ปรากฏว่าในความจริงในยิ่งปริมาณการส่งใน 1 ครั้งมากแค่ไหน (ศัพท์ที่เรียกคือ Blast e-mail) ยิ่งทำให้อัตราการเปิดนั้นยิ่งลดต่ำลงอย่างมาก การส่งแบบปริมาณไม่มากและเป็นถัง ๆ ของการส่งไปทำสถิติที่ดีกว่าการส่งแบบปริมาณมาก ๆ อย่างมาก เรียกได้ว่าถ้าส่ง 1 ล้านฉบับออกไป จะมีการเปิดแค่ 10.48% แต่เมื่อส่งที่ละ 1,000 ฉบับ กลับมีอัตราการเปิด 34.78% นั้นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหัวข้อที่ส่งในปริมาณมาก ๆ นั้นอาจจะเป็นหัวข้อที่คนไม่สนใจเลย เพราะคนนั้นมีความสนใจที่แตกต่างกัน แต่เมื่อแยกถังและสร้างหัวข้ออีเมล์ที่เหมาะกับกลุ่มที่จะส่งขึ้นมากลับกลายเป็นว่าเราสร้างอีเมล์ที่ส่งหากลุ่มเป้าหมายในแต่ละความสนใจได้ดีมากขึ้นไปอีก
สุดท้ายสำคัญมาก คือการอย่ายึดติดกับ Best Practise ที่ทำมาในอดีตเพราะสิ่งที่เป็น Best Practise ทำกันมาในอดีตนั้นขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ไม่ได้สะท้อนถึงรูปแบบการใช้งานและเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทั้งนี้นักการตลาดหรือคนทำ e-mail marketing นั้นต้องคอยดูว่าวิธีการไหนที่จะสามารถสร้างสรรค์กระบวนการทำ e-mail marketing ได้ดีที่สุดหรือพยายามปรับแต่งการใช้งานให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปมากขึ้น
ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งในการสร้าง e-mail marketing ที่จะทำให้ผู้บริโภคนั้นเปิดอีเมล์ออกมา แต่นี้ยังไม่รวมว่าจะอ่านเนื้อหาหรือกดคลิ๊กเนื้อหานั้นออกไหม ซึ่งนั้นเป็นกระบวนการทำ Content Marketing ที่นักการตลาดจะต้องผสมผสานเข้าไปในการสร้างสรรค์ e-mail marketing ให้น่าอ่านมากขึ้น
ก่อนอื่นเลยในต่างประเทศนั้นกระบวนการใช้ email marketing ในต่างประเทศนั้นเป็นที่นิยมมาก และมีการศึกษาอย่างมากว่า e-mail marketing แบบไหนที่คนรับนั้นจะเปิดหรือเกิดการกดมาต่อ ทั้งนี้ในขั้นแรกของการทำ e-mail marketing คือการต้องรู้ว่าทำไมกลุ่มเป้าหมายที่ส่ง e-mail ไปนั้นจะเปิด e-mail ที่ส่งไปจาก e-mail ที่เข้ามาในกล่องข้อความทั้งหมด
จากการศึกษาของต่างประเทศเองนั้น e-mail ส่วนใหญ่ถูกส่งไปนั้นจะไม่ถูกเปิดออก มีอัตราการเปิดจากการส่งประมาณ 10-13% แต่บางแคมเปญที่ส่ง e-mail ออกไปนั้นกลับมีอัตราการเปิดที่สูงมากเรียกได้ว่า 25% ขึ้นที่ถูกเปิดขึ้น ซึ่งทีมที่ค้นคว้าเรื่องนี้ได้ค้นพบว่าส่วนสำคัญที่ทำให้ e-mail เหล่านี้เปิดหรือไม่ถูกเปิดนั้นคือ “หัวข้อ e-mail” ซึ่งในต่างประเทศเองนั้นเคยมีงานวิจัยในอดีตว่าหัวข้ออีเมล์ที่ส่งไปควรมีความยาวอยู่ระหว่าง 40-62 ตัวอักษร แต่จากการศึกษาครั้งล่าสุดนี้พบว่าความยาวที่เหมาะสมนั้นสั้นลงไปกว่านั้นอีก อยู่ที่ 1-15 ตัวอักษรเท่านั้น และปรากฏว่ายิ่งยาว ยิ่งได้รับการเปิดน้อยลงมากขึ้น
สิ่งต่อมาคือการทำหัวข้อนั้นให้เปิดมากขึ้นคือการสร้างหัวข้อที่ไม่ดูทางการมากเกินไป จากการศึกษาของทีมเดียวกันพบว่าการใช้ภาษาอย่างไม่เป็นทางการในหัวข้ออีเมล์นั้นมีอัตราการเปิดเพิ่มขึ้นกว่า 27% จากปกติแค่ 15% นั้นเป็นเพราะการที่ใช้ภาษาที่ดูเหมือนเพื่อนส่งถึงเพื่อน และดูจะไม่ใช่ลักษณะเหมือนการเข้ามาขายของหรือเข้ามานำเสนออะไรบางอย่าง แต่เหมือนเพื่อนส่งข้อความมาคุยกับเพื่อน ทำให้เกิดความไว้ใจในการเปิดอีเมล์นั้นมากกว่าปกติ ทั้งนี้การเลือกใช้คำนั้นเลยกลายเป็นความสำคัญที่จะสร้างอีเมล์นั้นให้เกิดเปิดมากขึ้นไปอีกนอกจากหัวข้อที่ต้องมีความสั้นอย่างมากแล้ว
นอกจากนี้จำนวนการส่งนั้นก็ยังมีผลต่อจำนวนการเปิดด้วย ผู้ทำ e-mail marketing ชอบจะทำการส่ง e-mail นั้นในปริมาณที่มาก ๆ เพื่อประหยัดเวลาและคิดว่าสะดวกที่สุดในการส่ง แต่ปรากฏว่าในความจริงในยิ่งปริมาณการส่งใน 1 ครั้งมากแค่ไหน (ศัพท์ที่เรียกคือ Blast e-mail) ยิ่งทำให้อัตราการเปิดนั้นยิ่งลดต่ำลงอย่างมาก การส่งแบบปริมาณไม่มากและเป็นถัง ๆ ของการส่งไปทำสถิติที่ดีกว่าการส่งแบบปริมาณมาก ๆ อย่างมาก เรียกได้ว่าถ้าส่ง 1 ล้านฉบับออกไป จะมีการเปิดแค่ 10.48% แต่เมื่อส่งที่ละ 1,000 ฉบับ กลับมีอัตราการเปิด 34.78% นั้นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหัวข้อที่ส่งในปริมาณมาก ๆ นั้นอาจจะเป็นหัวข้อที่คนไม่สนใจเลย เพราะคนนั้นมีความสนใจที่แตกต่างกัน แต่เมื่อแยกถังและสร้างหัวข้ออีเมล์ที่เหมาะกับกลุ่มที่จะส่งขึ้นมากลับกลายเป็นว่าเราสร้างอีเมล์ที่ส่งหากลุ่มเป้าหมายในแต่ละความสนใจได้ดีมากขึ้นไปอีก
สุดท้ายสำคัญมาก คือการอย่ายึดติดกับ Best Practise ที่ทำมาในอดีตเพราะสิ่งที่เป็น Best Practise ทำกันมาในอดีตนั้นขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ไม่ได้สะท้อนถึงรูปแบบการใช้งานและเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทั้งนี้นักการตลาดหรือคนทำ e-mail marketing นั้นต้องคอยดูว่าวิธีการไหนที่จะสามารถสร้างสรรค์กระบวนการทำ e-mail marketing ได้ดีที่สุดหรือพยายามปรับแต่งการใช้งานให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปมากขึ้น
ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งในการสร้าง e-mail marketing ที่จะทำให้ผู้บริโภคนั้นเปิดอีเมล์ออกมา แต่นี้ยังไม่รวมว่าจะอ่านเนื้อหาหรือกดคลิ๊กเนื้อหานั้นออกไหม ซึ่งนั้นเป็นกระบวนการทำ Content Marketing ที่นักการตลาดจะต้องผสมผสานเข้าไปในการสร้างสรรค์ e-mail marketing ให้น่าอ่านมากขึ้น
วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559
หลังจาก Facebook เปิดตัวโฆษณารูปแบบใหม่ที่ขยายเต็มจอ ที่ใช้หลักการเดียวกับ Instant Articles ในชื่อ Canvas Ads ไปในเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้ ที่เปิดให้ใช้ได้ทั้งในระบบ iOS และ Android ล่าสุด Facebook ได้เผยสถิติที่น่าสนใจในบล็อก Facebook for Business โดยระบุว่า Canvas ได้ช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถทำโฆษณาเองได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยาก ทั้งการใส่ภาพ วิดีโอ ข้อความ และ call-to-action
และยังมีเผยสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Canvas ในช่วง 3 เดือนแรก ดังนี้
ผู้ใช้ Facebook ใช้เวลาเข้าชมโฆษณาประเภทนี้คิดเป็นระยะเวลามากกว่า 100 ปี เฉลี่ยคนละ 31 วินาที/ครั้ง
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ใช้ 186 ประเทศที่เข้าชมโฆณษาประเภทนี้
Top 10 ประเทศที่เข้าชมมากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา, บราซิล, เม็กซิโก, อิตาลี, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, ไทย, เยอรมัน ตุรกี และอินเดีย
ประเทศไทย ถือว่ามีสถิติการใช้งานสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
มากกว่า 50% ของโฆษณา Canvas ใช้เวลาทำไม่เกิน 10 นาที
ผู้ผลิตโฆษณาสามารถแสดงโฆษณาตัวอย่าง Canvas Builder บนสมาร์ทโฟนได้ภายใน 1 นาที
Canvas ใช้เวลาโหลดเร็วกว่าโมบายเว็บธรรมดาประมาณ 10 เท่า ซึ่งปกติโมบายเว็บใช้เวลาโหลดหน้าเพจเฉลี่ยราว 8 วินาที
นอกจากนี้ Facebook ยังได้พัฒนามาตรวัดสำหรับ Canvas โดยฉพาะ ซึ่งได้แก่ ระยะเวลาเฉลี่ยในการรับชม และความลึกในการเลื่อนหน้าจอโดยเฉลี่ย ทำให้ผู้ลงโฆษณาบางรายได้ดูผลของมาตรวัดแบบเรียลไทม์ และตัดสินใจหยุดแคมเปญชั่วคราว เพื่อปรับแก้โฆษณาตามผลที่ได้เรียนรู้ และนำเสนอแคมเปญโฆษณาใหม่อีกครั้ง
และยังมีเผยสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Canvas ในช่วง 3 เดือนแรก ดังนี้
ผู้ใช้ Facebook ใช้เวลาเข้าชมโฆษณาประเภทนี้คิดเป็นระยะเวลามากกว่า 100 ปี เฉลี่ยคนละ 31 วินาที/ครั้ง
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ใช้ 186 ประเทศที่เข้าชมโฆณษาประเภทนี้
Top 10 ประเทศที่เข้าชมมากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา, บราซิล, เม็กซิโก, อิตาลี, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, ไทย, เยอรมัน ตุรกี และอินเดีย
ประเทศไทย ถือว่ามีสถิติการใช้งานสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
มากกว่า 50% ของโฆษณา Canvas ใช้เวลาทำไม่เกิน 10 นาที
ผู้ผลิตโฆษณาสามารถแสดงโฆษณาตัวอย่าง Canvas Builder บนสมาร์ทโฟนได้ภายใน 1 นาที
Canvas ใช้เวลาโหลดเร็วกว่าโมบายเว็บธรรมดาประมาณ 10 เท่า ซึ่งปกติโมบายเว็บใช้เวลาโหลดหน้าเพจเฉลี่ยราว 8 วินาที
นอกจากนี้ Facebook ยังได้พัฒนามาตรวัดสำหรับ Canvas โดยฉพาะ ซึ่งได้แก่ ระยะเวลาเฉลี่ยในการรับชม และความลึกในการเลื่อนหน้าจอโดยเฉลี่ย ทำให้ผู้ลงโฆษณาบางรายได้ดูผลของมาตรวัดแบบเรียลไทม์ และตัดสินใจหยุดแคมเปญชั่วคราว เพื่อปรับแก้โฆษณาตามผลที่ได้เรียนรู้ และนำเสนอแคมเปญโฆษณาใหม่อีกครั้ง
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :http://nipa.co.th/%E0%B9%82%E0%B8%86%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B2Facebook
วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559
รู้จักคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) แบบเข้าใจง่าย
หากพูดถึงว่า คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) คืออะไร? หลายคนอาจจะนึกถึงแค่บริการพื้นที่ฝากไฟล์บนอินเทอร์เน็ต อย่าง iCloud บน iPhone, iPad หรือ Google Drive บน Android หรือ OneDrive บนมือถือ Windows Phone ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือบริการ Cloud Storage อันเป็นบริการ Cloud ประเภทหนึ่งเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้ว บริการ Cloud Computing มีความหมายกว้างขวางกว่านั้นมาก
Cloud Computing คือบริการที่ครอบคลุมถึงการให้ใช้กำลังประมวลผล หน่วยจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่างๆจากผู้ให้บริการ เพื่อลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลา และลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเอง ซึ่งก็มีทั้งแบบบริการฟรีและแบบเก็บเงิน
รู้จักคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) แบบเข้าใจง่าย
หากแปลความหมายของคำว่า Cloud Computing ดูจะเข้าใจยาก หรือถ้าแปลเป็นไทย “การประมวลผลบนกลุ่มเมฆ” ก็ยิ่งดูจะงงเข้าไปใหญ่ แต่น่าจะง่ายกว่าถ้าบอกว่า Cloud Computing คือการที่เราใช้ซอฟต์แวร์, ระบบ, และทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยสามารถเลือกกำลังการประมวลผล เลือกจำนวนทรัพยากร ได้ตามความต้องการในการใช้งาน และให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลบน Cloud จากที่ไหนก็ได้ ดังแผนภาพด้านล่างนี้นั่นเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
